ค้นหาบล็อกนี้

กำลังโหลด...

วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Psychrometry user defined function

ฟังก์ชันของ Microsoft Excel ซึ่งใช้ในการคำนวณในเรื่องของ Psychrometry
โดยการพัฒนาฟังกก์ชันมาจากฟังก์ชัน X steam ver. 2.6 by Magnus Holmgren (www.x-eng.com)
ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้จากลิ้งก์ด้านล่าง




Download Here!!!

วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Petroleum






"ปิโตรเลียม" มาจากคำในภาษาละติน 2 คำ คือ เพตรา แปลว่า หิน และ โอเลียม ซึ่งแปลว่า น้ำมัน รวมความแล้ว หมายถึง น้ำมันที่ได้จากหิน โดยนิยาม"ปิโตรเลียม" หมายถึง สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ซึ่งมีองค์ประกอบหลัก คือ ไฮโดรเจน (Hydrogen, H) และ คาร์บอน (Carbon, C) และอาจมีธาตุอโลหะอื่นๆปนอยู่ อย่างเช่น กำมะถัน (Sulfur, S) ออกซิเจน (Oxygen ,O) เป็นต้น ปิโตรเลียมนั้น มีอยู่ในหลายรูปแบบ ทั้งของแข็ง ของเหลว และก๊าซ ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของปิโตรเลียมชนิดนั้น และสภาพแวดล้อมของแหล่งปิโตรเลียม ปิโตรเลียม แบ่งตามสถานะที่สำคัญได้ 2 ชนิด คือ น้ำมันดิบ (Oil) และ ก๊าซธรรมชาติ ( Natural Gases) สถานะตามธรรมชาติ น้ำมันดิบเป็น ของเหลว ประกอบด้วยสารไฮโดรคาร์บอนชนิดระเหยง่ายเป็นส่วนใหญ่ ที่เหลือเป็นสารกำมะถัน ไนโตรเจน และสารประกอบออกไซด์อื่น บุคคลแรกที่ถือได้ว่าขุดพบน้ำมันคือ ซามูเอล เอ็ม เกียร์ (Samuel M. Kier) โดยในปี พ.ศ.2391 เขาได้ขุดพบน้ำมันโดยบังเอิญจากบ่อที่เขาขุดขึ้นบนฝั่งแม่น้ำอัลเลเกนี (Allegheny) ในมลรัฐเพ็นน์ซิลวาเนีย (Pennsylvania) โดยเขาได้ตั้งชื่อน้ำมันดังกล่าวว่า "น้ำมันซีนีกา" (Seneca oil) ซึ่งเป็นชื่อพื้นเมืองอเมริกัน ต่อมาเมื่อเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันปลาวาฬ ซึ่งขณะนั้นนิยมใช้เป็นเชื้อเพลิงให้แสงสว่างกันอย่างแพร่ หลาย และใช้เป็นน้ำมันหล่อลื่นสำหรับเครื่องยนต์ต่างๆ จึงเป็นแรงผลักดันให้มีการแสวงหาปิโตรเลียมมาใช้ทดแทน และนำไปสู่การจัดตั้งบริษัทเจาะหาน้ำมันชื่อ บริษัทซีนีกาออยส์ จำกัด (Seneca Oil Company) ขึ้นมา และเอ็ดวิน แอล เดรก (Edwin L. Drake) ก็ถูกส่งไปเจาะสำรวจหาน้ำมันที่เมืองทิทัสวิลล์ (Titusville) ในมลรัฐเพ็นน์ซิลวาเนีย (Pennsylvania) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองพิตส์เบิร์ก (Pittsburgh) ไปทางทิศเหนือประมาณ 80 กิโลเมตร หลังจากนั้นประมาณ ๒ เดือน เขาก็ขุดพบน้ำมันที่ระดับความลึก 69.5 ฟุต โดยมีน้ำมันไหลออกมาด้วยอัตรา 10 บาเรลต่อวัน ในวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2402 และถือได้ว่า "ยุคตื่นน้ำมัน" ได้เริ่มต้นขึ้นในเชิงพาณิชย์ในโลก

สำหรับประเทศไทยนั้นมีหลักฐานปรากฏเป็นเวลานานกว่า 100 ปีมาแล้วว่า เจ้าหลวงเชียงใหม่ได้รับรายงานการไหลซึมออกมาของปิโตรเลียมที่ฝาง และชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงก็ได้ใช้น้ำมันดิบดังกล่าวนี้เป็นยาทาแก้โรคผิว หนัง ต่อมาเจ้าหลวงเชียงใหม่ก็ได้สั่งให้มีการขุดบ่อตื้นขึ้น เพื่อกักเก็บน้ำมันดิบที่ไหลซึมออกมาในพื้นที่ดังกล่าว และบ่อน้ำมันแห่งนี้จึงเป็นที่เรียกขานกันในเวลาต่อมาว่า "บ่อหลวง" ต่อมาภายหลัง คือในปี พ.ศ. 2464 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน เมื่อครั้งทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการรถไฟ ได้ทรงริเริ่มนำเอาเครื่องเจาะมาทำการเจาะสำรวจหาน้ำมันดิบ ในบริเวณที่มีผู้พบน้ำมันดิบไหลขึ้นมาบนผิวดินที่บ่อหลวง ในพื้นที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้ ยังทรงว่าจ้างนักธรณีวิทยาชาวอเมริกันเข้ามาสำรวจธรณีวิทยา เพื่อค้นหาน้ำมันดิบ และถ่านหินในประเทศไทยอีกด้วย

  • การเกิดปิโตรเลียม ปิโตรเลียม เกิดจากการทับถมของซากดึกดำบรรพ์ เป็นเวลาหลายล้านปี จนเกิดเป็นชั้นตะกอนของสารอินทรีย์ ในแหล่งน้ำซึ่งต้องเป็นแหล่งน้ำที่นิ่ง เพราะ ในน้ำจะมีปริมาณออกซิเจนที่น้อยกว่าน้ำที่มีกระแสน้ำรุนแรงซึ่งเหมาะสมแก่การดำรงชีวิตของจุลินทรีย์ที่จะย่อยสลายซาก ทำให้ไม่เหมาะสมที่จะเกิดการสะสมทับถมของสารอินทรีย์ เมื่อสารอินทรีย์ที่ทับถมมีปริมาณมาก และมีตะกอนมาทับถม จากน้ำหนักของตะกอนที่ปิดทับ และการเคลื่อนตัวของพื้นพิภพ และความร้อนใต้พิภพ ทำให้ความดันและอุณหภูมิสูงขึ้น เมื่อความลึกถึง 2.5 กิโลเมตร จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของโมเลกุล โดยโมเลกุลเดิมจะสลายตัวแล้วรวมตัวเกิดเป็นโมเลกุลใหม่ที่มีสภาพเป็นของเหลวและก๊าซ และซึมผ่านชั้นหินที่เป็นรูพรุน เช่น ชั้นหินทรายและชั้นหินปูนไปสู่แอ่งหินที่ต่ำกว่า จากนั้นค่อย ๆ สะสมตัวอยู่ระหว่างชั้นหินที่หนาแน่น ซึ่งไม่สามารถซึมผ่านไปได้อีก โดยปกติปริมาณการสะสมตัวจะมี 5.25 % ของปริมาตรหิน เมื่อถูกปิดกั้นโดยชั้นหินจะทำให้น้ำมันดิบและก๊าซจะถูกกักไว้ใต้ผิวโลก

ลักษณะโครงสร้างทางธรณีวิทยาของชั้นหินใต้ผิวโลกที่เหมาะสมในการเกิดปิโตรเลียม คือ ชั้นหินรูปโค้งประทุนคว่ำ
(anticlinal trap)โครงสร้างรูปรอยเลื่อนของชั้นหิน (fault trap) โครงสร้างรูปโดม (domal trap) และโครงสร้างรูปประดับชั้น
(stratigraphic trap)


















































.....โครงสร้างรูปโค้งประทุนคว่ำ เกิดจากการหักงอของชั้นหิน ทำให้ชั้นหินมีรูปร่างโค้งคล้ายกะทะคว่ำหรือหลังเต่า
น้ำมันและแก๊สจะเคลื่อนเข้าไปรวมตัวกันอยู่ในส่วนโค้งก้นกะทะ โดยมีชั้นหินเนื้อแน่นปิดทับอยู่









......โครงสร้างรูปประดับชั้น สามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของผิวโลกในอดีต ชั้นหินกัก
เก็บน้ำมันจะถูกล้อมเป็นกะเปาะอยู่ระหว่างชั้นหินเนื้อแน่น































......โครงสร้างรูปโดม เกิดจากการดันตัวของชั้นหินเกลือ ผ่านชั้นหินกักเก็บน้ำมันซึ่งตามปกติจะเป็นรูปโดม น้ำมันและ
แก๊สจะสะสมอยู่ด้านข้างของโดมชั้นเกลือ










......โครงสร้างรูปรอยเลื่อน เกิดจากการหักงอของชั้นหิน ทำให้ชั้นหินเคลื่อนไปคนละแนว การที่น้ำมันและแก๊ส
ถูกกักเก็บอยู่ได้ เพราะมีชั้นหินเนื้อแน่นเลื่อนมาปิดชั้นหินที่มีรูพรุนทำให้น้ำมันและแก๊สถูกกักเก็บอยู่ในช่องที่ปิดกั้น




























ภาพ:กักเก็บน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ.jpg


เมื่อส่วนของชั้นหินที่ปิดทับถูกเปิดออกโดยหลุมเจาะ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะเคลื่อนที่จากช่องว่างของชั้นหินกักเก็บเข้าไปยัง หลุมเจาะ และสามารถนำน้ำมันขึ้นมาสู่ผิวดิน เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ต่อไป แหล่งกักเก็บนี้อาจจะถูกเปิดออกโดยกรรมวิธีทางธรรมชาติได้เช่นกัน เป็นต้นว่าการเคลื่อนที่ของเปลือกโลกหลังจากการเกิดแหล่งกักเก็บแล้ว ทำให้เกิดรอยแตกขึ้น ซึ่งจะทำให้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติเกิดการเคลื่อนที่ไปสู่แหล่งกักเก็บใหม่ หรือขึ้นมาสู่ผิวดินแล้วแต่กรณี กรรมวิธีของการกัดเซาะที่เกิดขึ้นบนเปลือกโลก อาจจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แหล่งกักเก็บนั้นถูกทำลายลง ถ้าอัตราการกัดเซาะนั้นลึกลงไปถึงแหล่งกักเก็บ ดังนั้น โดยทั่วไปหินที่มีอายุอ่อน กล่าวคือ ประมาณ Cenozoic จะพบปิโตรเลียมมากที่สุด และตามด้วยหินที่มีอายุ Mesozoic และ Paleozoic ตามลำดับ ยังไม่เคยมีการค้นพบน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในหินที่มีอายุ Precambrian เลย

  • การผลิตและการกลั่นน้ำมัน
การผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมนั้นจำเป็นต้องผ่านกระบวนการสำคัญๆ 2 กระบวนการ คือ การขุดเจาะและการกลั่น
  • กระบวนการขุดเจาะน้ำมัน การขุดเจาะน้ำมัน คือ การขุดพื้นพิภพไปยังแหล่งน้ำมันใต้ชั้นหิน เพื่อทำการสูบน้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติ ก่อนนำมาผ่านกระบวนการกลั่นต่อไป ประเภท ตามสภาพพื้นที่ของสถานที่ตั้งแท่นขุดเจาะ การขุดเจาะน้ำมันต้องใช้ แท่นขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 คือ แท่นขุดเจาะบนดิน และแท่นขุดเจาะกลางทะเล ซึ่งมีการทำงานในลักษณะเดียวกัน *ในอดีตแท่นขุดเจาะถูกติดตั้งกระจายอยู่ตามแนวชายฝั่งและเจาะลงไปใต้ก้นทะเล แท่นขุดเจาะน้ำมันได้ถูกจำกัดอยู่แค่น้ำที่ค่อนข้างตื้น จำกัดด้วยความยาวของขาของแท่นหรือสมอถ่วง แต่ปัจจุบันแท่นขุดเจาะน้ำมันรุ่นใหม่มีชื่อว่า อิริค รอเด้อ ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับก้นทะเลเหมือนแท่นขุดเจาะรุ่นเก่าอีกต่อไป เพราะมันสามารถลอยน้ำโดยไม่ต้องฝังลงดินก้นทะเล มันสามารถขุดเจาะ ได้ในที่ที่แท่นขุดเจาะรุ่นเก่าไปไม่ถึง อย่างในมหาสมุทรลึกที่แหล่งเชื้อเพลิงไม่เคยถูกรบกวนมานับแต่ดึกดำบรรพ์ ซึ่งเครื่องจักรกลยักษ์นี้จะเริ่มต้นการค้นหาเที่ยวแรกในแอตแลนติก ภารกิจของมันคือ การค้นหาน้ำมันที่ไกลออกไปจากแนวชั้นหินทวีปที่พาดขนานแนวชายฝั่งอเมริกา เหนือ เมื่อการติดตั้งสุดท้ายเข้าที่ แท่นขุดเจาะน้ำมันต้องผ่านการทดสอบหลายชุดในน้ำที่ลึกขึ้นเรื่อยๆ เพื่อทดสอบประสิทธิภาพ อิริคเปรียบเสมือนเมืองลอยน้ำที่มีครบ ทุกอย่างบนนั้น มันถูกออกแบบโดยมีเครื่องขุดเจาะขนาดมหึมาอยู่ตรงกลาง เรียกว่า เดอะ เดอริค บนดาดฟ้าทั้งหมดเต็มไปด้วยท่อขุดเจาะหลายพันเมตร เจ้าหน้าที่จะกินอยู่หลับนอนบนดาดฟ้า อีกส่วนที่ห่างจากเขตอันตราย ซึ่งหมายถึง ไกลจากเครื่องขุดเจาะมากเท่าที่จะทำได้ ในส่วนนั้นจะประกอบด้วยสำนักงาน ห้องพัก สะพาน โรงอาหารและโรงพยาบาลประจำอิริค ส่วนประกอบที่สำคัญของอิริคอีกชิ้นหนึ่งคือสมอขนาด 22 ตัน จำนวน 4 อัน ความยาวของโซ่สมอ 1,000 เมตร แต่ละห่วงยาวครึ่งเมตรและหนักถึง 130 กิโลกรัม ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ในการยกสมอแต่ละอัน อิริคจะค้นหาน้ำมันและก๊าซในน่านน้ำแอตแลนติก นอกชายฝั่งตะวันออกของแคนาดา ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่ไกลเกินเอื้อมจนถึงปัจจุบัน แท่นขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่งส่วนใหญ่สามารถเจาะได้ลึกที่สุดประมาณ 1,000 เมตร แต่อิริคสามารถเจาะลงไปใต้ก้นทะเลลึกกว่า 3,000 เมตร ระบบทรัสเตอร์ยักษ์ 6 ตัว ช่วยยึดแท่นให้เข้าที่ขณะดำเนินการขุดเจาะ เมื่อเจาะลงไปถึงก้นทะเล ซึ่งอยู่ลึกลงไป 3 กิโลเมตร อิริคยังสามารถเจาะลงไปในหินได้ลึกอีก 6 กิโลเมตร น้ำมันหรือก๊าซใดๆ จะถูกสูบขึ้นมาจากแหล่งเชื้อเพลิงไปยังแท่นที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ นัก ธรณีวิทยาสามารถสำรวจแหล่งน้ำมัน ซึ่งน้ำมันไม่ได้ฝังอยู่ในแอ่งใต้ดิน แต่พบในก้อนหินที่เป็นรูพรุนเช่นหินทราย มันติดอยู่ในช่องเล็กๆ ระหว่างหินทราย ในทางเดียวกันก๊าซธรรมชาติจะซึมผ่านหินทราย ดังนั้น ถ้าเราค้นหาหินทรายเจอ เราก็จะเจอน้ำมันด้วยเช่นกัน ทำให้แท่นขุดเจาะน้ำมันอิริค รอเด้อ มีโอกาสที่จะพบแหล่งน้ำมันได้ง่ายเพราะเทคโนโลยีสมัยใหม่ของอิริค มิได้จำกัดอยู่ที่การเจาะตรงลงไป แต่สามารถเจาะในแนวนอนและจุดตามมุมต่างๆ ได้อีกด้วย เป้าหมายของมันคือ หาแหล่งน้ำมันให้มากที่สุดเท่าที่จะหาได้โดยใช้บ่อเพียงบ่อเดียว อิ ริคเริ่มต้นขุดบ่อนำร่อง หัวเจาะค่อยๆ ทะลวงผ่านหินชั้นแรกเข้าไป ใช้เวลาชั่วโมงครึ่งในการเจาะท่อทุก 30 เมตร การเจาะยังดำเนินต่อไปตลอดคืนและวัน มันเป็นงานที่หนวกหู หนาวและเปียก และยังอันตรายมากด้วย อิริค รอเด้อได้รับการตรวจสอบมาแล้วว่าสามารถทนต่อสภาพอากาศที่เลวร้ายที่สุดได้ และมันสามารถต้านทานลมแรง 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุแรงระดับ 11 บนมาตรวัดบิวฟอร์ดและคลื่นสูง 30 เมตร แต่หากเกินกว่านั้นการขุดเจาะจะต้องหยุด ท่อเจาะจะถูกดึงขึ้นมา เพื่อให้อีริคลอยอย่างอิสระ รอให้พายุสงบลง แต่ภาวะฉุกเฉิน ท่อสามารถถูกตัดได้ภายใน 40 วินาทีสำหรับเจ้าหน้าที่ประจำ อิริค รอเด้อ แท่นขุดเจาะน้ำมันที่ก้าวหน้าที่สุด ต้องได้รับการฝึกฝน ทุกคนต้องเรียนรู้มาตรการความปลอดภัยพื้นฐาน ฝึกการหนีจากเฮลิคอปเตอร์ที่จะตกทะเล การกลั้นหายใจ และการช็อคจากน้ำที่เย็นจัด การฝึกเหล่านี้สามารถช่วยชีวิตให้รอดได้เพิ่มอีกหลายชั่วโมง เพราะอุณหภูมิน้ำนอกชายฝั่งตะวันออกของแคนาดานั้นต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง และเมื่อการเจาะที่จุดนี้เสร็จสิ้นแล้ว อีริค รอเด้อจะเคลื่อนต่อไป และขุดสำรวจไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีแหล่งน้ำมันให้ค้นหาอีก(*บทความจาก รายการมายไซน์ ตอน ผ่าแท่นขุดเจาะ - มติชน)
video

  • กระบวนการกลั่น
เนื่องจากน้ำมันดิบเป็นการรวมกันของสารไฮโดรคาร์บอนหลายชนิด และน้ำ จึงจำเป็นที่จะต้องกลั่นแยกออกมาก่อนใช้งาน โดยกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบนั้นใช้กระบวนการที่เรียกว่า การกลั่นลำดับส่วน ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้
  1. ก่อนนำน้ำมันดิบเข้าหอกลั่น ต้องแยกน้ำและน้ำมันออกจากกันก่อน
  2. ส่งผ่านสารประกอบไฮโดรคาร์บอนผ่านท่อเข้าไปในเตาเผาที่มีอุณหภูมิ 320 – 385OC น้ำมันดิบที่ผ่านเตาเผาจะมีอุณหภูมิสูง จนบางส่วนเปลี่ยนสถานะเป็นไอปนไปกับของเหลว
  3. นำสารประกอบไฮโดรคาร์บอนทั้งที่เป็นของเหลวและไอผ่านเข้าไปในหอกลั่น ซึ่งหอกลั่นเป็นหอสูงที่ภายในประกอบด้วยชั้นเรียงกันหลายสิบชั้น แต่ละชั้นจะมีอุณหภูมิแตกต่างกัน ชั้นบนมีอุณหภูมิต่ำ ชั้นล่างมีอุณหภูมิสูง ดังนั้นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีมวลโมเลกุลต่ำและจุดเดือดต่ำจะระเหยขึ้นไปและควบแน่นเป็นของเหลวบริเวณชั้นที่อยู่ส่วนบนของหอกลั่น ส่วนสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีมวลโมเลกุลสูงและจุดเดือดสูงกว่าจะควบแน่นเป็นของเหลวอยู่ในชั้นต่ำลงมาตามช่วงอุณหภูมิของจุดเดือด สารประกอบไฮโดรคาร์บอนบางชนิดที่มีจุดเดือดใกล้เคียงกันจะควบแน่นปนกันออกมาชั้นเดียวกัน การเลือกช่วงอุณหภูมิในการเก็บผลิตภัณฑ์จึงขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้

video

  • ประโยชน์ของปิโตรเลียม
  • ก๊าซธรรมชาติ คือสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ประกอบไปด้วยไฮโดรเจนและคาร์บอซึ่งมีคาร์บอนตั้งแต่C1-C4 ก๊าซธรรมชาติสามารถแยกออกเป็นสารประกอบ ได้ คือ มีเทน อีเทน โพรเพน บิวเทน

การนำมาใช้งาน มีเทน อีเทม ส่วนใหญ่ใช้ในโรงงานอุสาหกรรม ส่วน โพรเพนและบิวเทน นำมาใช้เป็นแก๊สหุ้งต้มซึ่งรู้จักกันในนามของแก๊ส LPG

  • แก๊สโซลีนหรือน้ำมันเบนซิ คือ สารประกอบ ไฮโดรคาร์บอน ซึ่งมีคาร์บอนตั้งแต่C5-C7แก๊สโซลีน นำมาใช้ในรถยนต์สันดาปภายในรอบสูง ก่อนนำมาใช้จะต้องผ่านกระบวนการปรับคุณภาพให้ใช้กับเครื่องยนต์โดยกานเติมสาร MTBEการตรวจวัดคุณภาพจะบอกเป็นค่าออกเทน ปัจจุบันที่มีใช้ทั่วไปคือ น้ำมันเบนซิน 91และ95
  • น้ำมันก๊าด คือสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ซึ่งมีC10-C19น้ำมันก๊าดนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในเครื่องบินไอพ่นและยังนำมาทำเป็นน้ำมันตะเกียง
  • น้ำมันดีเซล คือ สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ซึ่งมีคาร์บอนตั้งแต่C14-C19น้ำมันดีเซลนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงสันดาปภายในเครื่องยนต์โดยจะมีเครื่องยนต์หมุนเร็วและเครื่องยนต์หมุนช้าเครื่องยนต์หมุนเร็วจำพวกรถยนต์รถบรรทุกรถแทรกเตอร์ส่วนเครื่องยนต์หมุนช้าจำพวกเรือเดินสมุทรเครื่องจักรกลในโรงงานมีการปรับคุณภาพเหมือนกับแก๊สโซลีนแต่มีค่าออกเทนต่ำกว่าแก๊สโซลีน
  • น้ำมันหล่อลื่น คือ สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ซึ่งมีคาร์บอนตั้งแต่C19-C35 น้ำมันหล่อลื่นนำมาเป็นผลิตภัณ์สารหล่อลื่นเพื่อเติมในเครื่องจักรกลเพื่อลดแรงเสียดทานลดการสูนเสียพลังงานและช่วยลดการสึกหลอของเครื่องจักรกล
  • ไข สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ซึ่งมีคาร์บอนตั้งแต่C35ขึ้นไป ไขใช้ทำเป็น เทียนไข,เครื่องสำอาง,ยาขัดมัน และผลิตผงซักฟอก
  • น้ำมันเตา คือ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากหอกลั่นอันเป็นส่วนตกค้างอยู่หลังจากส่วนเบาๆและมีมูลค่าสูง ซึ่งมีคาร์บอน

C35ขึ้นไป แม้น้ำมันเตาจะเป็นกากน้ำมัน แต่ก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มหาศาลต่อการอุตสาหกรรม

ได้แก่

1.ใช้เป็นเชื้อเพลิงหม้อน้ำเพื่อผลิตไอน้ำ

2.ใช้เป็นเชื้อเพลิงโดยตรงในงานอุตสาหกรรม

3. ใช้เป็นเชื้อเพลิงเดินเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่หมุนช้ามาก

ยางมะตอยมีลักษณะเป็นของเหลวข้นหนืด มีอำนาจการยืดสูง หรือเป็นกึ่งของแข็งสีดำ หรือสีน้ำตาลแก่แกมดำ เป็นของผสมระหว่างสารประกอบไฮโดรคาร์บอน และสารอินทรีย์อื่นๆ ยางมะตอย ได้มาจากขบวนการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม โดยยางมะตอยจะเป็นส่วนของน้ำมันดิบที่หนักที่สุด ยางมะตอยได้รับความนิยมในการใช้งานอย่างกว้างขวางนั้น เนื่องจากดคุณสมบัติที่สำคัญ 3 ประการ คือ

  1. มีคุณสมบัติในการยึดและประสาน
  2. มีคุณสมบัติในการป้องกันน้ำซึมผ่าน

3.คุณสมบัติที่เป็นของเหลวหรืออ่อนตัวเมื่อถูกความร้อนและแข็งตัวเมื่อเย็นลง


  • ข้อดี - ข้อเสียของปิโตรเลียม
  • ข้อดีของปิโตรเลียม
  1. เป็นวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์หลายชนิด ที่ราคาค่อนข้างถูก
  2. เป็นเชื้อเพลิงที่หาได้ค่อนข้างง่าย
  3. เครื่องจักรกลที่ใช้พลังงานปิโตรเลียมมีราคาถูก เมื่อเทียบกับเครื่องจักรที่ใช้พลังงานอื่นๆ
  • ข้อเสียของปิโตรเลียม
  1. ไอเสียจากการเผาไหม้ เป็นก๊าซพิษ ( Carbon dioxide, Carbon monoxide)
  2. เป็นพลังงานที่นำมากลับมาใช้ใหม่ไม่ได้
  3. ในปัจจุบันแหล่งผลิตปิโตรเลียม มีน้ำมันดิบเหลือค่อนข้างน้อย
  • แหล่งอ้างอิง
  • http://www.stockwatch.in/files/petroleum.jpg

    http://www.alaska-in-pictures.com/data/media/17/petroleum-refinery_3328.jpg

    http://dnfe5.nfe.go.th/ilp/sunshine/SUN-2.htm

    http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1

    http://www.marinerthai.com/forum/index.php?topic=991.0

    http://www.promma.ac.th/chemistry/boonrawd_site/crude_distrillation.htm


Loading...